เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ – หอพักสุดหลอน ห้อง 413

image_pdfดาวน์โหลดไฟล์ PDF




Mongkond เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ EP5 หอพักสุดหลอน ห้อง 413

เรื่องราวที่นำเสนอเป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณ

เรื่องผี เรื่องเล่าสยองขวัญ – หอพักสุดหลอน ห้อง 413

เหตุการณ์ทั้งหมด เกิดขึ้นที่หอพักแห่งนึงย่านบางมด เมื่อหลายปีก่อน บ้านของเรา อยู่แถวพระประแดง ไม่ไกลจากมหาลัยที่กำลังศึกษาอยู่มากนัก ใช้เวลาไปกลับประมาณครึ่งชั่วโมง เราไปกลับแบบนี้ทุกวัน ก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย คิดว่ามีความจำเป็นที่จะต้องอยู่หอ แล้วปีหน้า ก็ต้องเริ่มทำวิจัยแล้ว จึงได้หาหอพักอยู่ใกล้ๆ แถวๆ มหาลัย สิ่งที่เราต้องการคือ หอพักที่ราคาถูก และใกล้มหาลัย ก็เลยไปปรึกษากับเพื่อนคนนึง เพื่อนแนะนำให้เราเข้ามาดูหอพักที่เพื่อนกำลังเช่าอยู่ก่อน เพราะว่าค่าเช่าค่อนข้างถูก และอยู่ใกล้มหาลัย ตรงตามที่เราต้องการทุกอย่าง เราจึงได้เข้าไปดูก่อนตัดสินใจ

หอพักแห่งนี้มีทั้งหมด 3 ตึก ห้องของเพื่อนเราอยู่ตึกที่สอง ห้องค่อนข้างกว้าง ดูโปร่ง ขวามือจะเป็นเตียง ถัดจากเตียง จะเป็นโต๊ะเขียนหนังสือ ตรงข้ามเตียง จะเป็นชั้นวางทีวี ถัดจากชั้นวางทีวี จะเป็นตู้เสื้อผ้า ถัดออกไปอีก จะเป็นห้องน้ำ เราเห็นแล้วก็รู้สึกถูกใจมากๆ จึงได้สอบถามราคากับเพื่อน เพื่อนบอกว่าราคาสองพันห้า ค่ามัดจำเจ็ดพัน

เราจึงเดินไปสอบถามกับคุณป้าที่เป็นคนดูแลหอพักว่า “ป้าครับ มีห้องว่างมั้ยครับ” คุณป้าตอบว่า “ไม่มีหรอก มันเต็มหมดเลย” แต่ด้วยความที่เราอยากเช่าอยู่ที่นี่ จึงคะยั้นคะยอคุณป้าต่อว่า “ป้าครับ ถ้ามีเนี่ย รบกวนหน่อยนะครับ” แล้วเราก็ทิ้งเบอร์โทรไว้ให้คุณป้า พร้อมกับเอาเงินให้อีกร้อยนึง เหมือนเป็นค่าดำเนินการ เสร็จแล้วเราก็กลับบ้าน



เวลาสองทุ่มของวันนั้นเอง คุณป้าก็โทรมาบอกกับเราว่า “มีห้องว่างอยู่ห้องนึง ห้อง 413 อยู่ตึกในสุด ชั้น 4 เอามั้ย” เราดีใจมาก ถึงแม้จะรู้สึกตะหงิดๆ แต่เพราะความอยากได้ห้อง จึงตอบตกลงไปทันที

วันรุ่งขึ้นเราก็เข้าไปดูห้อง โดยมีคุณป้าเดินนำหน้า แต่พอเดินมาถึงชั้น 3 คุณป้าหันกลับมายื่นกุญแจให้เราแล้วบอกว่า “อะนี่ เดินขึ้นไปอีกชั้นนึงนะ ห้อง 413 อยู่ทางขวามือ เสร็จแล้วก็เดินลงมาหาป้าละกัน”

พอพูดจบ คุณป้าก็เดินลงบันไดไป โดยที่ไม่รอฟังคำถาม หรือคำตอบใดๆ จากเราเลย ถึงเราจะงงๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร จึงเดินขึ้นไปชั้น 4 มองหาห้อง 413 ทางขวามือ แล้วเสียบกุญแจ ไขเข้าไปในห้อง จังหวะที่เปิดประตู มีลมอุ่นๆ และกลิ่นอับๆ พุ่งออกมาจากในห้อง เหมือนกับเป็นห้อง ที่ไม่ได้เปิดให้ใช้งานมาเป็นเวลานาน เราก้าวเข้าไปในห้อง ก็รู้สึกขนลุกแปลกๆ ทั้งๆ ที่ภายในห้อง ก็เหมือนกับห้องของเพื่อนทุกอย่าง



เราเงยหน้ามองพัดลมบนเพดานเก่าๆ ที่อยู่กลางห้อง มันก็เป็นแค่พัดลมธรรมดา แต่มันกลับทำให้เราเย็นวูบไปทั้งตัว เหมือนมีคลื่นอะไรสักอย่าง วิ่งตั้งแต่หัวลงไปถึงเท้า ความกลัวเล็กๆ เริ่มผุดขึ้นในหัวของเรา เป็นความกลัวที่หาสาเหตุไม่ได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าภายในห้องจะดูโล่งกว้าง แต่เวลามองไปรอบๆ ห้องทีไร กลับรู้สึกอึดอัด เหมือนกับว่า ผนังและเพดานห้องมันค่อยๆ บีบตัวเข้ามาเรื่อยๆ เป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยรู้สึกมาก่อน

ปกติแล้ว เราเป็นคนที่ไม่มีเซ้นส์ แต่สัญชาตญาณ กลับพยายามเตือนว่า ให้ออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ทำให้เราเริ่มสองจิตสองใจ คิดว่าจะสามารถทนอยู่ในห้องนี้ได้นานแค่ไหน แต่เพราะความที่อยากมีห้องใกล้มหาลัย ประกอบกับค่าเช่าที่แสนถูก จึงปลอบใจตัวเองว่า “ไม่เป็นไร มันคงไม่มีอะไรหรอก”

เราก้าวออกจากห้องแล้วปิดประตู แต่เหมือนจะเห็นอะไรสักอย่าง ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไร จึงเปิดประตูกลับเข้าไปในห้อง แล้วแหงนหน้าขึ้นไปมอง ปรากฏว่า มียันต์ท้าวเวสสุวรรณสีแดง แผ่นเท่าฝ่ามือ ติดอยู่เหนือวงกบประตู เราหัวตื้อไปชั่วขณะ การที่มียันต์ติดอยู่หน้าห้องก็นับว่าหลอนพอแล้ว แต่นี่กลับติดอยู่ด้านในห้องด้วย ตามความเข้าใจทั่วไป ถ้าติดยันต์ไว้หน้าห้อง คือการป้องกันอะไรที่ไม่ดีต่างๆ ไม่ให้เข้ามาในห้อง แต่การที่ติดไว้เหนือวงกบประตูภายในห้อง มันหมายความว่า กันอะไรบางอย่าง ออกไปนอกห้องหรือเปล่า



ความสงสัยปนความกลัว ตีกันในหัวของเราจนยุ่งไปหมด สุดท้ายก็ต้องกลับมาปลอบใจตัวเองเหมือนเดิม ว่ามันคงไม่มีอะไร จากนั้นจึงเดินลงไปทำสัญญากับคุณป้าข้างล่าง แต่ด้วยความสงสัย เราจึงถามคุณป้าว่า “ป้าครับ ทำไมในห้องมียันต์ด้วย”

ป้าหันมามองหน้าแล้วตอบว่า “ไม่มีอะไรหรอก น่าจะเป็นของเด็กคนเก่าที่เค้าเอามาติดไว้” แม้ว่าเราพอจะมองออกว่าเป็นการตอบแบบปัดๆ แต่มันก็อาจจะเป็นไปได้ ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่มันดันมาติดอยู่ด้านในก็ตาม

เราถามกับคุณป้าว่า “ป้าครับ ตกลงห้องนี้เท่าไหร่ ผมขอกลับไปคิดก่อนได้มั้ย ผมยังไม่แน่ใจ เพราะรู้สึกไม่ค่อยดีกับห้องนี้” คุณป้าพูดแบบตะกุกตะกักว่า “เอ่อ… งั้น… เอางี้ ป้าลดให้เหลือเดือนละ…สองพัน ค่ามัดจำป้าเอาสี่พันพอ”



มันเป็นโปรที่ค่อนข้างล่อตาล่อใจมาก สำหรับคนที่ต้องการของถูก ป้าพูดเสริมขึ้นอีกว่า “ถ้าไม่รีบ มีคนอื่นมาจอง ป้าไม่รู้นะ” เราที่ต้องการของถูก ก็รีบตอบตกลงทันที พร้อมกับทำสัญญาเช่าเสร็จสรรพ ตอนที่กำลังทำสัญญา วิธีการมันดูง่าย กิ๊กก๊อก แทบจะไม่มีอะไรเลย เพราะความถูกมันบังตา เราจึงไม่คิดอะไรมาก หลังจากนั้น ก็กลับไปเก็บของที่บ้าน และย้ายเข้าหอคืนวันนั้นเลย โดยมีเพื่อนสองคนมาช่วยยกของ

ตอนนั้นเวลาประมาณหนึ่งทุ่ม ในขณะที่กำลังถือของเข้ามา เราก็เจอเข้ากับ รปภ. คนนึง เค้าเข้ามาทักทายว่า “สวัดดีครับ ย้ายมาอยู่ใหม่เหรอครับ” แล้วก็เดินเข้ามาช่วยเราถือของ เราตอบว่า “ใช่ครับ” ทุกคนเดินหิ้วของไปที่ตึกหลัง เดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นสาม อยู่ๆ รปภ. ก็ถามขึ้นว่า “น้อง ย้ายเข้าไปห้องไหนครับ” เราตอบว่า “ห้อง 413 ครับ”

รปภ. วางของลงบนพื้นทันที แล้วก็พูดว่า “เดี๋ยวพี่ช่วยแค่นี้นะ” แล้วก็เดินจ้ำลงไปข้างล่างทันที เรามองตามหลังแล้วบ่นพึมพำ “รีบไปไหนของเค้าวะ” แต่ตอนนั้นไม่อยากคิดอะไรมาก จึงรีบช่วยกันขนของเข้าไปในห้อง เสร็จแล้วเพื่อนก็ขอตัวกลับ



เราเก็บกวาดห้องจัดของเสร็จ ก็เข้านอนทันทีเพราะความเหนื่อย คืนนั้นเอง เราฝันว่าเห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียง มีผู้หญิงผมสั้น ตัวสูง ผิวขาว นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกข้างเตียง ในระหว่างที่เรากำลังมองดูผู้หญิงคนนั้น สักพักผู้หญิงคนนั้นก็ลุกเดินมาที่ปลายเตียง ส่งยิ้มให้เราที่กำลังนอนอยู่บนเตียง แล้วพูดว่า

“ขออยู่ด้วยได้มั้ย…”

เราเห็นตัวเองตอบว่า “อยู่ได้ยังไง นี่ห้องผม” จากที่ผู้หญิงทำหน้าตายิ้มแย้ม แต่กลายเป็นว่าทำหน้าบึ้งตึงเหมือนโกรธจัด พูดแบบกระชากเสียงว่า

“กูขอมาอยู่กับมึงได้มั้ย!”



เรามีความรู้สึกว่ากลัวผู้หญิงคนนี้มาก จนสะดุ้งตื่นขึ้นมา พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง ในห้องมืดๆ หายใจถี่ เหงื่อผุดออกเต็มตัว ความกลัวยังคงตามออกมาจากความฝัน ภาพของผู้หญิงคนนั้นเด่นชัดขึ้นมาในหัว จนเราตัวสั่นเหมือนคนจับไข้

เรารีบลุกขึ้นไปเปิดไฟทันที ตอนนั้นเวลาประมาณตีหนึ่งครึ่ง พยายามคิดทบทวนว่า ความฝันเมื่อครู่มันคืออะไร หรือเป็นแค่อาการของคนที่กลัว จนเก็บเอาไปฝัน เรานั่งสวดมนต์ทุกบทที่พอจะนึกออก แล้วล้มตัวลงนอน

ตื่นเช้าขึ้นมา เราคิดว่าเรื่องเมื่อคืนมันเป็นแค่ความฝัน พยายามไม่คิดอะไรมาก จนตกกลางคืน ก่อนนอนเราไหว้พระสวดมนต์ ปิดไฟนอน ปรากฏว่า ฝันเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ ตัวเองคือคนที่นอนอยู่บนเตียง พอมองไปที่ข้างๆ เตียง ผู้หญิงผมสั้นก็ยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกตามเดิม แต่นั่งก้มหน้า และเหมือนจะรู้ว่าเรากำลังมองอยู่ ผู้หญิงผมสั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปที่ปลายเตียง แล้วเงยหน้าขึ้นมองเรา ภาพที่เห็นทำให้เราแทบหยุดหายใจไปชั่วขณะ

ลักษณะใบหน้าขาวซีด ออกสีม่วงเป็นจ้ำๆ ริมฝีปากดำ ตาแดงก่ำ แล้วกระโจนขึ้นมานั่งคร่อมตัวเรา จ้องหน้าด้วยความอาฆาต เราตกใจกลัวจนแทบคลั่ง รู้สึกจุกที่หน้าอก หวาดกลัวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า พยายามนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไม่เป็นผล ผู้หญิงคนนั้นยังคงนั่งคร่อมอยู่บนหน้าอกเรา ดวงตาแดงก่ำเหมือนคนเป็นโรคอะไรสักอย่าง จ้องเราเหมือนคนที่กำลังโกรธจัด ทำเสียง “หื่มๆๆ” อยู่ตลอดเวลา



เรามีความรู้สึกเหมือนกับอยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไป จังหวะนั้น ภาพของแม่ก็แว้บเข้ามาในหัว เราตะโกนเรียกแม่จนสุดเสียง ความกดดันทุกๆ อย่างหลุดออกทันที จนสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน

เรานั่งหายใจหอบ เหมือนคนที่ขาดอากาศหายใจ จนเกือบจะหมดลม เนื้อตัวเย็นเฉียบ แต่เหงื่อกับผุดออกมาท่วมตัว อาจจะเป็นเพราะความกลัวที่มันมีอยู่มากจนเกินไป เรารีบวิ่งไปเปิดไฟให้สว่าง เพื่อขับไล่ความมืดภายในห้อง

ตอนนั้นเป็นเวลาตีหนึ่งครึ่ง เรากดโทรศัพท์หาเพื่อนที่อยู่ตึกสองทันที แล้วบอกให้เพื่อนขึ้นมานอนด้วย เพราะจิตตกเกินกว่าจะอยู่คนเดียวได้ หลังจากที่เพื่อนขึ้นมาหาบนห้อง เราก็เล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนฟัง เพื่อนแนะนำว่าให้ลองไปไหว้เจ้าที่ดูก่อน

จนถึงคืนต่อมา ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายที่เราได้อาศัยอยู่ที่ห้องนี้ คืนนั้นเราโทรไปชวนเพื่อนให้ขึ้นมานอนด้วยตั้งแต่หัวค่ำ แต่เพื่อนติดธุระออกไปเที่ยวข้างนอก เราจึงต้องจำใจต้องอยู่ห้องคนเดียว พยายามไม่คิดอะไรมาก เปิดบทสวดต่างๆ ในยูทูบฟังให้ใจสงบ แล้วก็ปิดไฟนอน ในขณะที่เรากำลังเคลิ้มหลับ ผู้หญิงคนนั้นก็โผล่ขึ้นมานั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม ต่างจากเดิมตรงที่ครั้งนี้เรายังไม่ได้หลับ!



เรารีบนึกถึงแม่ก่อนทันที แต่ครั้งนี้กลับไม่สามารถช่วยอะไรได้ พยายามจะอ้าปาก ตะโกนเรียกให้คนข้างห้องเข้ามาช่วย แต่กลับทำไม่ได้ รวมไปถึงการขยับเขยื้อนตัวด้วย ผู้หญิงคนนั้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ในขณะที่กำลังก้มหน้าอยู่ แล้วเดินลากเก้าอี้พลาสติกไปตรงกลางห้อง จากนั้นก็ขึ้นไปเหยียบบนเก้ากี้ แล้วใช้เชือกมัดที่พัดลมบนเพดาน เสร็จแล้วก็เอาอีกด้านมาคล้องคอตัวเอง ภาพทุกอย่างที่ปรากฏเป็นไปอย่างเชื่องช้า

เสี้ยววินาทีต่อมา เธอก็ถีบเก้าอี้ที่ยืนอยู่จนล้ม ทำให้ตัวเธอลอยเคว้งอยู่ในอากาศ ผู้หญิงคนนั้นดิ้นทุรนทุราย ยกมือขึ้นจับเชือก พยายามดึงตัวเองขึ้นไปเหมือนกำลังหาอากาศหายใจ ช่วงลำตัวกระตุกเกร็ง ถีบขาไปมา ลิ้นค่อยๆ โผล่ออกมาจุกปาก แล้วมือทั้งสองข้างก็ตกลงมาข้างลำตัว แล้วแน่นิ่งไป

ร่างของผู้หญิงคนนั้นโยกไปมาเล็กน้อย อยู่ตรงกลางห้อง เป็นภาพที่น่าหวาดผวาจนเกินจะรับไหว แต่อยู่ๆ ร่างที่ห้อยต่องแต่งอยู่ ก็ลืมตาขึ้นและจ้องมาที่เรา แสยะยิ้มด้วยความสะใจ ที่เห็นเราทำหน้าตกใจกลัวสุดขีด เรามีความรู้สึกเหมือนคนหมดหนทาง ได้แต่พูดในใจว่า “ผมกลัวแล้ว ผมไม่อยู่ที่นี่แล้ว ผมขอโทษ” แล้วก็คิดถึง เสด็จพ่อ ร.ห้า สักพักภาพของผู้หญิงคนนั้นก็ค่อยๆ จางหายไป จนเราสามารถขยับตัวได้



เรารีบลุกขึ้นไปเปิดไฟ แล้ววิ่งออกไปยืนตัวสั่นอยู่หน้าห้อง โดยที่ยังไม่ได้ปิดประตู ทำให้มองเห็นนาฬิกาภายในห้อง มันบอกเวลาตีหนึ่งครึ่ง สิ่งที่ช่วยย้ำเตือนเราว่ามันไม่ใช่ความฝันก็คือ เก้าอี้ที่ล้มอยู่กลางห้อง และที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ พระพุทธรูปที่เรานำมาตั้งไว้ตรงข้ามกับเตียงนอน ตั้งแต่วันแรกที่เราย้ายเข้ามา ตอนนี้กลับหันหน้าเข้าหาฝาผนัง เหมือนมีคนไปจับพระพุทธรูปหมุนกลับด้าน

เราเอื้อมมือเข้าไปปิดไฟ แล้วเดินลงมาหา รปภ. ข้างล่าง ยืมโทรศัพท์มากดโทรหาเพื่อน ให้เพื่อนรีบมาหาตอนนี้เลย รปภ. ก็ถามเราว่าเป็นอะไร เพราะอาการของเราดูไม่ปกติเอามากๆ เราตอบแค่สั้นๆ ว่า “ผมไม่ไหวแล้ว”

หลังจากที่เพื่อนกลับมาถึง เราก็ขึ้นไปที่ห้องของเพื่อน เสร็จแล้วก็เล่าเหตุการณ์ทุกอย่างที่เจอมาให้เพื่อนฟัง และด้วยความเพลียเหมือนกับว่าไม่ได้นอนติดต่อกันมาหลายวัน พอหัวถึงหมอน เราก็หลับทันที



เช้าวันต่อมา สิ่งแรกที่เราทำคือเข้าไปคุยกับคุณป้า ถามว่า “ป้า ป้าบอกผมมาเลยนะ ห้องนั้นมันมีอะไร” คุณป้าตอบกลับมาว่า “ไม่มีอะไรหรอก” เราจึงพูดเสียงดังขึ้น เพราะเริ่มมีอารมณ์โกรธ “ป้าไม่ต้องมาโกหกผม ผมนอนไม่ได้มา 3 วันแล้ว ป้ารู้มั้ยผมเจออะไร!” แล้วเราก็เล่าเรื่องทั้งหมดให้คุณป้าฟัง

พอคุณป้าได้ยินเช่นนั้นก็ทําหน้าเจื่อนๆ แต่ก็ยังพูดว่า “ไม่มีอะไรหรอก คิดไปเองดิ เล่นยาหรือเปล่า” เรารู้สึกโมโหมากๆ จึงพูดว่า “ป้า ถ้าป้าไม่บอกผมนะ ผมจะเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่น ถ้าเรื่องถึงหูเจ้าของหอ ดูซิเค้าจะไล่ป้าออกหรือเปล่า”

คุณป้าเริ่มทำหน้าเครียด เราจึงพูดต่อว่า “งั้นเอางี้ป้า เงินมัดจำน่ะผมไม่เอาคืนก็ได้ ป้าเล่าให้ผมฟังหน่อย ยังไงผมก็ไม่อยู่แล้ว ก่อนจะออกก็อยากจะรู้ว่ามันมีอะไรกันแน่”



คุณป้าเลยยอมเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน ห้องนี้เคยมีนักศึกษาที่เป็นแฟนกันมาเช่าอยู่ด้วยกัน อยู่กันตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 มีอยู่วันนึง ผู้ชายออกไปดื่มเหล้ากับเพื่อนข้างนอก ผู้หญิงก็แอบเช็คเฟซบุ๊ก ไปเจอว่าผู้ชายแอบไปมีคนอื่น ด้วยความที่เป็นคนคิดมาก และตอนนั้นก็อยู่คนเดียว จึงตัดสินใจผูกคอตายกับพัดลมเพดาน แฟนกลับมาเห็นศพในช่วงเวลาตีหนึ่งครึ่ง จึงได้โทรแจ้งตำรวจ

แล้วเราก็ถามถึงเรื่องยันต์ที่ติดไว้ในห้อง คุณป้าบอกว่า ตอนที่เพิ่งเกิดเรื่องขึ้นใหม่ๆ ชั้น 4 ไม่มีใครอยู่ได้เลย เพราะคนที่เช่าอยู่ มักจะได้ยินเสียงเคาะมาจากในห้องบ้าง เดินเคาะไปตามประตูห้องอื่นๆ บ้าง พอเปิดออกมาดูก็ไม่พบใคร คนที่อาศัยอยู่ข้างๆ ห้อง 413 จะได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มกระแทกพื้นในช่วงกลางดึกของทุกๆ คืน พร้อมกับเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นเบาๆ ดังออกมาจากในห้อง เจ้าของหอจึงหายันต์มาแปะไว้ เหมือนกับเป็นการสะกดไว้ให้อยู่แต่ในห้อง

หลังจากนั้น เราก็ได้ไปคุยกับ รปภ. ได้ความว่า เจ้าของหอได้ปิดตายห้องนั้นมานานแล้ว เราก็เลยคิดว่า คุณป้าน่าจะแอบเปิดให้เราเข้าไปพักเองโดยพลการ โดยแอบเก็บเงินค่ามัดจำกับค่าเช่าห้องเข้ากระเป๋าตัวเอง และนี่ ก็คือเรื่องราวทั้งหมด



ขอขอบคุณ เรื่องผี Pantip และ คลังสยอง

📌หมายเหตุ📌
– ทางเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงบางคำพูดหรือสำนวน เพื่อให้ง่ายต่อการเล่าเรื่องราว และฟังลื่นหูนะคะ ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ 🙏



🔻🔻ติดตามเรา🔻🔻
– Youtube: https://tiny.cc/mongkond
– Facebook: https://facebook.com/mongkondTH/
– Twitter: https://twitter.com/MongkondTH
– Website: https://mongkond.com

image_pdfดาวน์โหลดไฟล์ PDF

Leave a Reply